คุณเคยสังเกตไหมว่ายังมีบางคนที่โทรหาในยุคที่ทุกคนส่งข้อความกัน?
เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งเป็นแบบนั้น
ถ้าฉันไม่รับ เขาจะโทรมาอีก และถ้าเขาส่งข้อความมาในที่สุด มักจะเป็นแค่ "เดี๋ยวคุยกันตอนเจอหน้านะ"
เขาพูดถูก ไม่รู้ยังไงเหมือนกัน การนั่งคุยกันพร้อมชาชักสักแก้วที่ร้านมามักแถวบ้านดูจะเป็นเรื่องง่ายกว่า
และทุกครั้งที่เห็นชื่อเขาขึ้นบนหน้าจอเมื่อโทรศัพท์ดัง ฉันก็พบว่าตัวเองยิ้มออกมา
ไม่ใช่เพราะเขาล้าสมัย แต่เพราะเขามาจากโลกที่การสนทนาเกิดขึ้นระหว่างผู้คน ไม่ใช่หน้าจอ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ขณะฟังเขาและคนรุ่นเดียวกันที่เกษียณแล้ว ฉันเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเกษียณนั้นอาจไม่ใช่การจากงานไปเลย
แล้วถ้าสิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ไม่มีใครต้องการเราในแบบเดิมอีกต่อไปล่ะ?
เรามักพูดถึงการเกษียณในแง่ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเงินออม บำนาญ หรือสุขภาพ แต่แทบไม่เคยพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์เลย
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมาบนพื้นฐานของการเป็นที่ต้องการ พวกเขาแก้ปัญหา แบ่งปันความรู้ ชี้นำเพื่อนร่วมงานรุ่นน้อง ประสบการณ์ของพวกเขามีคุณค่า
แล้วสักวัน การประชุมก็หยุดลง โทรศัพท์ดังน้อยลง ชีวิตก็ดำเนินต่อไป
งานวิจัยเกี่ยวกับการปรับตัวหลังเกษียณแสดงให้เห็นอย่างสม่ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านนี้อาจส่งผลต่อความรู้สึกมีเป้าหมาย ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และคุณค่าในตนเอง ผู้คนไม่ได้แค่เกษียณจากงาน แต่เกษียณจากบทบาท กิจวัตร และความสัมพันธ์ที่ช่วยนิยามตัวตนของพวกเขา
เพื่อนของฉันมักบอกว่ามันน่าหงุดหน่ายแค่ไหนที่ไม่มีใครคุยกันจริง ๆ อีกแล้ว
เด็ก ๆ ส่งข้อความ ครอบครัวส่งข้อความหากันจากห้องต่างห้องในบ้าน อีโมจิชูนิ้วโป้งปิดจบการสนทนาที่ครั้งหนึ่งอาจยาวนานถึงชั่วโมง
สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหน่ายไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่เป็นการสูญเสียน้ำเสียง ความอบอุ่นในเสียงพูด การหยุดชั่วคราวที่บ่งบอกความห่วงใย สัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกเราไม่เพียงแค่ว่าใครหมายความว่าอะไร แต่รู้สึกอย่างไรจริง ๆ
นักจิตวิทยาเข้าใจมานานแล้วว่าการสื่อสารของมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเกินกว่าถ้อยคำ
น้ำเสียง สีหน้า และการหยุดชั่วคราวช่วยให้เราตีความความหมาย เจตนา และอารมณ์ได้ เมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ไป ความเชื่อมโยงก็มีแนวโน้มที่จะหายไป
บางทีการเกษียณอาจไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะวางงานไว้เบื้องหลังเท่านั้น
บางทีอาจมีมุมมองอื่นในการมองเรื่องนี้
การเกษียณไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะกลายเป็นคนที่ไม่มีความสำคัญ ความต้องการด้านภูมิปัญญา การเป็นพี่เลี้ยง และการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังไม่ได้หายไป เพียงแต่ช่องทางเปลี่ยนไปเท่านั้น
บางทีความท้าทายไม่ใช่การเรียนรู้วิธีส่งข้อความ
แต่คือการหาทางใหม่ในการถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้มา
"The sound of silence" ดังที่ Simon and Garfunkel เคยร้องไว้
และบางทีความเงียบที่เราได้ยินในวันนี้อาจไม่ใช่การขาดหายของเสียง
แต่เป็นการขาดหายของบทสนทนาที่เราไม่เคยสละเวลาให้มันเกิดขึ้น
บทสนทนาที่อาจช่วยให้เราดำเนินชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น หากเราเพียงยอมนั่งลงและพูดคุยกัน
ความคิดเห็นที่แสดงออกมาเป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความคิดเห็นของ FMT


